เมื่อพูดถึงการบันทึกเสียง หากย้อนกลับไปในอดีตอันยาวนานของมนุษยชาติ คงไม่มีใครคาดคิดว่าเสียงจากปากของเราจะสามารถถูกบันทึกและฟังซ้ำได้อีก เสียงเพียงดังขึ้นมาแล้วก็สลายหายไปในอากาศภายในพริบตา คงจะไม่มีใครเชื่อว่านี่จะเกิดขึ้นได้จริง
แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1877 เหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การบันทึกเสียงได้เกิดขึ้น ณ ห้องทดลองขนาดเล็กในบริเวณพื้นที่เมนโลพาร์ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ โดยผลงานอันยิ่งใหญ่ของนักประดิษฐ์เอกชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงว่า Thomas Alva Edison
ในวันนั้น Edison ได้สาธิตเครื่องบันทึกเสียงประดิษฐ์การณ์ใหม่ของเขา อันมีชื่อเรียกว่า “โฟโนกราฟ (Phonograph)” ต่อหน้าสาธารณชนทั่วไปเป็นครั้งแรก นับเป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่แห่งการบันทึกเสียง ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล

แท้จริงแล้ว Edison ไม่ใช่คนแรกที่พยายามคิดค้นวิธีบันทึกเสียง ก่อนหน้านี้เคยมีบุคคลอื่นๆ ลองผิดลองถูกมาบ้างแล้ว อาทิ ลีออน สก๊อตต์ (Léon Scott) ชาวฝรั่งเศสผู้ได้รับสิทธิบัตรการบันทึกเสียงตั้งแต่ปี 1857 หรือชาวร์ล กรอส (Charles Cros) เพื่อนร่วมชาติของเขาที่นำเสนอหลักการบันทึกเสียงแนวทางคล้ายกัน แต่สุดท้ายก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก



โฟโนกราฟจึงถือเป็นผลงานการบันทึกเสียงครั้งสำคัญที่สามารถทำงานได้จริงอย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก โดย Edison ได้แรงบันดาลใจมาจากหลักการทำงานของโทรศัพท์ที่เริ่มแพร่หลาย เขาสังเกตเห็นว่าเสียงพูดจะถูกแปลงเป็นคลื่นแรงสั่นสะเทือนผ่านไดอะแฟรมของโทรศัพท์ เขาจึงคาดว่าหากสามารถบันทึกแรงสั่นสะเทือนเหล่านี้ลงบนวัสดุบางอย่างได้ ก็น่าจะสามารถเล่นกลับมาเป็นเสียงได้เช่นกัน
หลังทดลองมานานนับเดือน Edison ก็สามารถบันทึกลงบนวงแหวนทำจากแผ่นฟอยล์เงินได้สำเร็จในที่สุด โดยใช้หลักการคือให้ปลายเข็มแหลมสัมผัสกับแผ่นฟอยล์ที่กำลังหมุน เมื่อมีเสียงผ่านไดอะแฟรม แรงสั่นสะเทือนจะถูกถ่ายทอดลงไปที่ปลายเข็ม ทำให้เกิดร่องรอยขึ้นบนแผ่นโลหะ
เมื่อหมุนแผ่นกลับมาและให้เข็มปักลงบนร่องรอยเดิม เสียงเทียบเท่ากับที่เคยบันทึกไว้ก็จะดังขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์! โดยในการทดลองครั้งสำคัญของโฟโนกราฟ Edison ได้บันทึกเสียงตัวเองร้องเพลงกล่อมเด็กเรื่อง Mary Had a Little Lamb และเมื่อเล่นกลับมาได้ยินเสียงตนเองในทันที เขาก็ตกตะลึงและตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
“ทำได้แล้ว! ฉันสามารถบันทึกและเล่นกลับเป็นเสียงมนุษย์ได้แล้วจริงๆ!” เอดิสันร้องประกาศอย่างดีใจ ด้วยความตระหนกว่าตนเองประสบความสำเร็จในการค้นพบสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน
หลังจากนั้น เอดิสันและทีมงานก็รีบบันทึกเสียงต่างๆ ลงบนโฟโนกราฟทันที เสียงเพลง บทสนทนา และเรื่องราวนิทานนานาชนิด เนื่องจากพวกเขาต่างก็ตกตะลึงกับมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ที่เห็นกับตาตนเองว่า เสียงซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว สามารถบันทึกและเก็บรักษาไว้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและถาวร
จากวันนั้นเป็นต้นมา การบันทึกและเผยแพร่ผ่านโฟโนกราฟก็เริ่มเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว Edison เองก็ไม่หยุดปรับปรุงประสิทธิภาพ เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงวัสดุบันทึกจากแผ่นโลหะฟอยล์ เป็นแผ่นหนังกวางที่ให้คุณภาพเสียงดีขึ้น และในที่สุดก็เป็นแผ่นกราโมโฟน (Gramophone Records) ที่ผลิตจากวัสดุพิเศษชนิดผสมยางอย่างทนทาน ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยวิศวกรชาวเยอรมันนาม เอมิล เบอร์ลิเนอร์ (Emil Berliner) เมื่อปี 1887

19th February 1878
Thomas Alva Edison created the first device to both record sound and play it back. On the 19th February 1878 he was awarded a Patent for his method of embossing for capturing sound on tin-foil covered cylinders.
19 กุมภาพันธ์ 1878
โทมัส อัลวา เอดิสัน ได้สร้างอุปกรณ์แรกที่สามารถบันทึกเสียงและเล่นเสียงได้ ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1878 เขาได้รับสิทธิบัตรสำหรับวิธีการพิมพ์ลายนูนเพื่อบันทึกเสียงบนกระบอกฟอยล์ดีบุก

แผ่นกราโมโฟนมีข้อได้เปรียบกว่าโฟโนกราฟตรงที่สามารถบันทึกเสียงได้ยาวนานกว่า และสามารถผลิตทำซ้ำได้มากกว่า จึงเปิดประตูสู่การผลิตและจำหน่ายจริงในวงกว้าง ส่งผลให้วงการบันทึกเสียงและดนตรีพุ่งสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
โดยหนึ่งในผู้นำแนวหน้าคือการบันทึกเสียงร้องของนักร้องบาริโตนลิริคระดับตำนานชาวอิตาลี เอนริโก คารูโซ (Enrico Caruso) เมื่อปี 1902 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในทันที

ชาวอเมริกา ยุโรป รวมถึงทั่วโลกต่างหลงใหลในการรับฟังเสียงจากแผ่นเสียงเหล่านี้อย่างไม่น่าเชื่อ พกพาไปฟังที่ไหนก็ได้ ทั้งในบ้าน ร้านค้า สวนสาธารณะ หรือเปิดร่วมกันกับเพื่อนบ้าน รวมไปถึงการฟังผ่านระบบวิทยุและโทรทัศน์ในเวลาต่อมา
ด้วยความมหัศจรรย์จากโฟโนกราฟของ Edison ประตูสู่การบันทึกและถ่ายทอดเสียงได้เปิดออกอย่างเต็มที่ นำไปสู่การปฏิวัติและเติบโตขึ้นเป็นอุตสาหกรรมขนาดมหึมาทั้งในด้านวิศวกรรม ธุรกิจเครื่องเสียง และความบันเทิง จนกระทั่งกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของสื่อบันเทิงยุคปัจจุบันนี้
อ่านต่อตอน 2: ได้ที่ลิงก์นี่
อ้างอิง:
[1] U.S. National Archives, “The Phonograph’s First Recordings”
[2] William C. Brough, “The Phonograph and Gramophone”
[3] Brittanica Encyclopedia, “Gramophone Record”
[4] Marvin Camras, “The Voice of the Tenor”
[5] Brittanica Encyclopedia, “Sound Recording”
#เรียนทำเพลงฟรี! สำหรับมือใหม่ คอร์สเรียนออนไลน์ 
“สอนสูตรลับทำเพลงฮิต สไตล์ 2 ยูทูเบอร์เกาหลี ทำเพลงเป็นใน 30 นาที” (ปกติ 2,000 บาท)




