1. ‘รู้สึก’ (Dry) หรือ ‘ได้ยิน’ (Wet) Reverb?
ลึกๆแล้วในมิกซ์ใดๆก็ตามในร
ะดับมืออาชีพคุณจะพบ Reverb บ่อยมากที่ทำให้เครื่องดนตร
ีต่างๆมีหาง
เสียง ปกติชนิดของ Reverb จะแบ่งเป็น 2 หมวดหลักๆ: Reverb ที่เรารู้สึก หรือรู้จักกันในนาม Dry Reverb และ
Reverb ที่เราได้ยิน ที่บางครั้งถูกเรียกว่า Wet Reverb
Reverb ที่เรารู้สึก: Reverb สั้นๆ ตัวอย่างเช่นพวกการจำลอง Room ขนาดเล็ก-ขนาดกลาง พวกนี้จะทำให้เสียงมีความชัดเจนและสมจริงมากขึ้นโดนไม่ทำให้มิกซ์ขุ่นมัว (เว้นแต่คุณใช้มันเยอะมาก) สิ่งนี้จำเป็นในการสร้างความแบ่งแยกระหว่างเครื่องดนตรีและช่วยให้มิกซ์ไม่แบนเวลาคุณใช้ Mix Buss Compressor Reverb ที่เราได้ยิน : Hall, Plates และ Reverb เสียงยาวอื่นๆจะช่วยเพิ่มพลังและความลึกและสามารถสร้างสรรค์ให้เกิด Performance ที่ดีขึ้นได้ ปกติแล้วเครื่องดนตรีที่เป็นตัวนำหรือองค์ประกอบสำคัญๆจะถูกใส่ Reverb แบบนี้ ซึ่งการเลือกสิ่งที่เราจะนำ Large Reverb ไปใส่แบบนี้สำคัญมาก มันอาจทำให้มิกซ์ขุ่นมัวและขาดความชัดเจนได้
ท้ายที่สุดแล้ว การผสมสองสิ่งนี้คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการใช้ Reverb อย่างมีประสิทธิภาพในมิกซ์
2. Inserts vs. Send/Return
การ Insert Plugin Reverb ตรงๆไปที่ Audio Track คือวิธีที่เร็วที่สุดในการใส่เอฟเฟค Reverb แต่มันจะเป็นการจำกัดการทำงานของมันอย่างมากโชคดีที่ DAW ทุกอันมี Sends และ Auxiliary หรือ Effect Track ความสามารถในการตั้งค่าและAutomate การ Send และ Return ช่วยให้เกิดทางเลือกสูงสุดในการปรับใช้เอฟเฟค ถ้าคุณไม่คุ้นเคยกับ Send/
Return ลองอ่านคู่มือ DAW ของคุณดูที่ขั้นตอนเหล่านี้
3. ขนาดก็สำคัญ
Parameter อันแรกที่ต้องปรับเมื่อใช้ Reverb คือ Size. Size กำหนดขอบเขตของ Space ที่ Reverb อาศัยอยู่การรับรู้ถึงขนาดนั้นมาจาก Timing ของ Early Reflections ที่ผสมกับเสียง Dry. Early Reflections คือ Delay แรกที่สะท้อนมาจากพื้น, เพดาน และกำแพง timing และ frequency response ของมันจะส่งผลให้ผู้ฟังรู้สึกถึงมิติของ Space
วิธีที่ดีที่สุดที่จะตั้งค่า Size ของพื้นที่คือการ เริ่มปรับ Reverb’s Mix Control เพื่อให้คุณได้ยินเพียงแค่ Early Reflection เพิ่มความดังของ Effect Return ให้ดังพอที่คุณจะได้ยินสิ่งที่คุณกำลังปรับอยู่อย่างชัดเจน ต่อไป ปรับ Size จนกว่าคุณจะเจอขนาดที่เหมาะกับเอฟเฟคที่คุณกำลังใส่มากที่สุด และการใช้ Size ขนาดเล็กสำหรับ Reverb ที่เรารู้สึกได้ จะช่วยเพิ่มชีวิตชีวาให้กับเสียง ส่วนการใช้ Size ขนาดใหญ่สำหรับ Reverb ที่เราได้ยิน จะเพิ่มความลึกและพลัง
4. ให้รากฐานของ Reverb Time อยู่กับ Tempo
ปกติแล้ว Reverb Time สำหรับเครื่องดนตรีส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับ Tempo ยิ่งเพลง Tempo เร็ว ก็ต้อง ยิ่งใช้ Reverb สั้นขึ้น เพลง Tempo ช้ามักจะเหมาะกับ Reverb Time ยาว
5. ประเภท Reverb : เสียงธรรมชาติ หรือ เอฟเฟคที่สร้างขึ้น
Reverb แต่ละประเภทไม่ว่าธรรมชาติ หรือไม่ธรรมชาติ จะให้ Character เสียงที่เฉพาะ นี่เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณา Reverb ที่จำลองเสียงธรรมชาติ Acoustic ของโลกจริงๆอย่างเช่น Wave IR1 Convolution Reverb นั้นง่ายต่อการใช้งาน ปกติแล้ว การตั้งค่า room จะดีกว่าสำหรับ Reverb ที่สั้นและเล็ก Hall และ Church นั้นดีกว่าสำหรับ Space ที่ใหญ่และยาวกว่า Chamber นั้นจะอยู่ครึ่งๆกลางๆ อย่างที่มันเป็นชีวิตจริง
Reverb ที่ไม่ได้จำลองโดยตรงมาจาก Space จริงๆ อย่างเช่น Non-Linear, Reverse หรือ Gated ของRenaissance Reverb หรือ Mechanical Reverbs เช่น Spring หรือ Plate มักจะถูกใช้ส่วนใหญ่เพื่อสร้างสรรค์Character ให้กับเสียง
แนวทางในการเลือกใช้ Reveb คือ หาอันที่มันขัดแย้งกับ Character ของPerformance ของเสียงกลองปกติจะให้เสียงที่ดีเมื่อใช้ Gated, Non-Linear หรือ Reverse Reverb โดยความขัดแย้งแล้วเสียงเปียโนที่มีชีวิตชีวาจะเหมาะกับ Reverb ที่มีความ Smooth และเป็นธรรมชาติมากกว่า
6. หมุน Pre-delay และ Wet/Dry Balance
เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญในการได้เสียง Reverbที่ดีมานั่นคือ Pre-Delay
Pre-Delay คือระยะเวลาก่อนการเริ่มเกิด Reverb. Pre-Delay ยาวๆจะช่วยเพิ่มความลึกให้ Reverb เมื่อสัญญาณ Dry นั้นโดดอยู่บนมิกซ์( โดดอยู่บนมิกซ์คือใช้ pre delay ยาวๆ สัญญาณ dry มันจะไม่โดนเสียงเอฟเฟคหรือเสียงอื่นๆบดบัง แบบเสียงมันจะไม่ค่อยจม)-delay สั้นๆจะช่วยให้ Wet Reverb ติดอยู่กับสัญญาณ Dry ใกล้ขึ้น
แนวทางการใช้ Pre-Delay time ให้เหมาะกับขนาดของ Space ที่คุณใช้
0-10 ms สำหรับ Space ขนาดเล็ก 10-20 ms สำหรับ Space ขนาดกลาง และมากกว่า 20 ms สำหรับ Space ขนาดใหญ่เช่น Hall หรือ Church การปรับที่ดีที่สุดควรฟังโดยรวมในบริบทของมิกซ์แทนที่จะกด solo
7. รู้จัก Diffusion, Density, Damping
Diffusion และ Density คือสองสิ่งที่อธิบายถึงลักษณะเดียวกันของ Reverb Field (ปรืมาณการสะท้อน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง) ยิ่งมีการสะท้อนมาก Reverb Field ก็จะยิ่งมีความหนาแน่นและการกระจายมากขึ้น Dense(หนาแน่น) reveb จะช่วยเพิ่ม Body ให้เสียงที่บางหรือเสียงที่ไร้ชีวิตชีวา การปรับแบบ Low-Density มักจะดีสำหรับ Reverb ใหญ่ๆ หรือ Open Sounding Reverb Damping คือวิธีนึงในการควบคุม Reverb Time ในแต่ละย่านความถี่ โดยปกติแล้ว พลังงานของ Reverb ย่านความถี่สูงจะสลายตัวอย่างรวดเร็วเว้นแต่ว่าห้องนั้นมีพื้นผิวแข็งมากเช่น กระเบื้อง หรือ หิน
ปกติการปรับ Damping และ Diffusion จะทำพร้อมๆกัน เพราะพวกมันจะจัดโทน Character ให้กับ Reverb ตัวอย่างเช่น Room reverb สั้นๆกับ High-Density และลด Damping ความถี่สูง จะช่วยเพิ่ม Body ให้ Snare หรือเสียงร้องที่บาง กลับกัน ถ้าคุณปรับ Damping ให้มีความถี่ต่ำน้อยลง และความถี่สูงเพิ่มขึ้น คุณสามารถเพิ่มความคมชัดให้ Snare หรือเสียงร้องที่มันดาร์คๆได้
8. ฟัง Reverb ในบริบท
การทำให้ Reverb มันเสียงดีตอนกด Solo คือเรื่องนึง การจะทำให้มันฟังดูดีในบริบทของมิกซ์โดยรวมก็เป็นอีกเรื่องนึง เราเคยเจอปัญหานี้มากันทั้งนั้น อย่างไรก็ตามมันมีวิธีแก้ไขวิธีที่ 1 ทำให้ reverb มันขัดแย้งกัน เช่น ถ้าคุณใช้ hall reverb กับเสียงร้อง อย่าใช้ hall กับเสียงอื่นๆในมิกซ์ นี่จะทำให้ Reverb เสียงร้องมีเอกลักษณ์ นี่เหมาะกับเพลงที่เสียงร้องโดดเด่นอยู่ตรงกลาง
วิธีที่ 2 ใช้ Reverb ชนิดเดียว ถ้าคุณต้องการสร้างมิกซ์ที่มัน Wet มากๆเพื่อที่จะให้เหมือน Live performance การใช้ Reverb ชนิดเดียวสำหรับทุกเสียง จะทำให้เกิด Space แบบหนึ่งเดียว โดยไม่เกิดความขัดแย้งหรือเละเทะใน Reverb Field อย่างไรก้นตามควรเลือกใช้ Reverb Settings ต่างกันโดยแบ่งแยก Buss ให้เหมาะสมกับแต่ละเครื่องดนตรี แต่ใช้ Reverb ตัวเดียวกัน
วิธีที่ 3 ใช้ Reverb Settings อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นวิธีที่จะพบได้บ่อยกับการใส่ Reverb แน่นๆไปให้ เครื่องดนตรีริทึม, Mono reverb ก็ทำงานได้ดีกับกีตาร์
(Reverb setting หมายถึง พวกปุ่มต่างๆ ที่มีให้ปรับใน Reverb
เช่นพวก Decay, Pre-delay)
Mr arranger
————————–———–
ดูLinkต้นฉบับจาก: https://www.waves.com/8-reverb-mixing-tips
ผู้แปล YOK รณกร โชติรัตน์ 1 ในผู้สอน\ Mr arranger Team
——————————————
ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นพิเศษได้ที่
Line@ : @mrarranger
Line : https://line.me/R/ti/p/%40mrarranger
www.Mrarranger.com
โทร 094-5653266,096-1926592